ค่าไฟ เป็นตัวเลขที่สามารถบอกเราได้ว่า หากเราสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบชิลเลอร์ได้ แม้เพียงเล็กน้อย ผลลัพธ์ที่ได้คือการประหยัดค่าใช้จ่ายที่ "มหาศาล" ในแต่ละปี พร้อมทั้งช่วยลดภาระด้านสิ่งแวดล้อมให้กับโลกของเราอย่างเป็นรูปธรรม แต่ความจริงอีกด้าน หลายอาคารยังคงพึ่งพาระบบชิลเลอร์รุ่นเก่าที่อาจมีอายุการใช้งานยาวนานและประสิทธิภาพถดถอยลงตามกาลเวลา
แม้ว่าระบบ Water-Cooled เดิมจะมีความน่าเชื่อถือ แต่โลกของเทคโนโลยีได้ก้าวข้ามไปสู่ยุคของ "ชิลเลอร์ประสิทธิภาพสูง" (High Efficiency Chiller) ที่มอบสมรรถนะการทำความเย็นที่เหนือกว่า และใช้ไฟน้อยกว่าอย่างชัดเจน
วันนี้เราจะมาเจาะลึกว่า High Efficiency Chiller แตกต่างจากชิลเลอร์ทั่วไปอย่างไร พร้อมแนะนำแนวทางการลงทุนในระบบชิลเลอร์แบบใหม่ ทั้งโมเดล ESCO และ CaaS ที่จะช่วยให้เจ้าของอาคารเปลี่ยนระบบได้โดยไม่ต้องลงทุนเอง
High Efficiency Chiller คืออะไร ?
ชิลเลอร์ประสิทธิภาพสูง คือเครื่องทำน้ำเย็นรุ่นใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อ "ผลิตความเย็นให้มากขึ้น แต่ใช้พลังงานน้อยที่สุด"

• เทคโนโลยีอัจฉริยะ :
ชิลเลอร์รุ่นใหม่มักใช้ Magnetic Bearing Centrifugal Compressor ทำให้ ไร้การเสียดทานจากน้ำมันหล่อลื่น (Oil-free) ซึ่งไม่เพียงแต่ลดการสูญเสียพลังงานภายในเครื่อง แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อนอย่างมาก เพราะไม่มีน้ำมันไปขัดขวางใน Heat Exchanger การทำงานร่วมกับ อินเวอร์เตอร์ ที่ปรับรอบมอเตอร์ได้ตามโหลดความเย็นจริง ทำให้เครื่องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดใน Part-Load
• การแลกเปลี่ยนความร้อนที่เหนือชั้น :
ด้วยการออกแบบเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (Heat Exchanger) ให้มีประสิทธิภาพสูง เช่น คอนเดนเซอร์และอีวาพอเรเตอร์แบบ Shell and Tube ที่ปรับปรุงการไหลของสารทำความเย็นและน้ำเย็น ทำให้การถ่ายเทความร้อนมีประสิทธิภาพสูงกว่ารุ่นเดิม
• ระบบควบคุมและการจัดการพลังงานอัจฉริยะ :
HEC มาพร้อมกับระบบควบคุมที่ทันสมัย สามารถปรับการทำงานของชิ้นส่วนต่างๆ แบบ Real-Time ให้เหมาะสมกับสภาวะโหลดและความต้องการความเย็นที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง ระบบนี้ไม่เพียงช่วยให้ประหยัดพลังงานอย่างสูงสุด แต่ยังทำหน้าที่ ตรวจสอบสถานะการทำงาน (Monitoring) และแจ้งเตือนทันทีเมื่อประสิทธิภาพตกลง
ผลลัพธ์ จากนวัตกรรมเหล่านี้คือค่าประสิทธิภาพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด *ชิลเลอร์ขนาดใหญ่ในปี 2001 อาจมีประสิทธิภาพขั้นต่ำที่ยอมรับได้ที่ COP ประมาณ 4.7 วันนี้ มาตรฐานได้ขยับขึ้นเป็น COP ที่ประมาณ 6.1 (เพิ่มขึ้นกว่า 25%) และในบางรุ่นที่สามารถทำได้สูงกว่า COP 7-8 ขึ้นไป โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาที่ค่า IPLV ซึ่งสะท้อนการทำงานจริง ชิลเลอร์ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ให้ผลประหยัดที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน
*ข้อมูลจากมาตรฐานอาคารในต่างประเทศ (ASHRAE/Title 24)
เราภูมิใจนำเสนอ ชิลเลอร์ประสิทธิภาพสูงที่ได้มาตรฐานระดับโลก Super EER Water Cooled Screw Chiller TWSF ที่ได้รับการพัฒนาโดย ACT ใช้คอมเพรสเซอร์ประสิทธิภาพสูง สามารถทำ COP > 6 เพื่อประหยัดพลังงาน ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน AHRI 550/590 ยืนยันถึงสมรรถนะและคุณภาพตามมาตรฐานสากล ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.advance-cool.com/productdetail?ref=P0047
การเปลี่ยนมาใช้ ชิลเลอร์ประสิทธิภาพสูง มีข้อดีใน #การประหยัดพลังงาน อย่างมีนัยสำคัญ ในประเทศไทยเองก็มีตัวอย่างจริงที่อาคารปรับปรุงระบบชิลเลอร์แล้วสามารถลดการใช้พลังงานในส่วนผลิตความเย็นลงได้กว่า 60% เมื่อเทียบกับระบบเก่า ซึ่งไม่เพียงช่วยลดค่าไฟของผู้ประกอบการโดยตรง แต่ยังช่วยลดภาระโหลดไฟฟ้าของประเทศและลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย
การอัปเกรดระบบ Chiller Plant
การอัปเกรดระบบทำความเย็นให้ได้ผลลัพธ์การลดใช้พลังงานสูงสุดนั้น ไม่ใช่แค่ "เปลี่ยนเครื่องชิลเลอร์" แต่ต้องทำพร้อมกับ "การเพิ่มประสิทธิภาพระบบชิลเลอร์โดยรวม" (Chiller Plant Optimization) อย่างเป็นระบบเช่น การติดตั้ง VSP ที่ปั๊มน้ำ (สามารถลดการใช้พลังงานส่วนปั๊มได้ถึง 50%−60%) และการปรับปรุงคูลลิ่งทาวเวอร์ ที่จะส่งผลให้ภาระงานของชิลเลอร์ลดลง หรือทำงานที่ Lift ต่ำลง
โดยมีเป้าหมายรวมคือการลดการใช้พลังงานรวมของระบบ (total kW/RT) ลงให้ได้มากที่สุด หากได้รับการออกแบบและอัปเกรดโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างถูกวิธี การปรับปรุงระบบชิลเลอร์ทั้ง Plant สามารถ ลดการใช้พลังงานได้รวมถึง 30–50% เมื่อเทียบกับระบบเดิม และอาจสูงถึง 60% หากระบบเดิมที่เก่ามาก นี่คือโอกาสประหยัดค่าใช้จ่ายหลักล้านบาทที่เกิดขึ้นได้จริง
แม้ผลตอบแทนจะชัดเจนและตัวเลขการประหยัดจะน่าดึงดูดใจเพียงใด แต่เราเข้าใจดีว่าอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ขัดขวางไม่ให้โครงการดีๆ เหล่านี้เกิดขึ้น คือ "เงินลงทุนก้อนใหญ่ (CapEx) ที่ต้องใช้ในการเปลี่ยนหรือปรับปรุงระบบทั้งหมดในคราวเดียว เจ้าของอาคารหลายท่านอาจมีงบประมาณจำกัด หรือต้องการสงวนเงินทุนไว้เพื่อการขยายธุรกิจหลัก ไม่ใช่เพื่อการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน แล้วจะทำอย่างไร เมื่อคุณเห็นโอกาสในการประหยัดพลังงานมหาศาล แต่ยังไม่มีงบประมาณเริ่มต้น ?
ทางเลือกในการลงทุนที่ยืดหยุ่นและไร้ความเสี่ยง
ปัจจุบันมี รูปแบบธุรกิจใหม่ ที่ช่วยให้เจ้าของอาคารสามารถปรับปรุงระบบความเย็นได้โดยไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด หรือแทบไม่ต้องลงทุนเลย โมเดลหลักๆ ที่ได้รับความสนใจในไทยขณะนี้ ได้แก่ ESCO และ Cooling as a Service (CaaS)
A. โมเดลที่ ESCO : สัญญาแบ่งปันผลประหยัด (Shared Savings EPC)
สัญญาบริการประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Performance Contract) โดยบริษัทจัดการพลังงาน ESCO (Energy Service Company) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ จะเข้ามาทำหน้าที่ในการจัดหาเงินทุน ออกแบบ ติดตั้ง และบำรุงรักษาโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน โดยลูกค้าไม่ต้องลงทุนเริ่มต้น ESCO จะรับประกันว่าการปรับปรุงจะก่อให้เกิดการประหยัดพลังงานตามที่ตกลงไว้
• การชำระเงิน : ลูกค้าจะชำระคืนให้กับ ESCO จาก ส่วนแบ่งของเงินที่ประหยัดได้จากค่าไฟที่ลดลง ตามที่ตกลงและรับประกันไว้ตลอดอายุสัญญา
• จุดเด่น : ลูกค้าไม่ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้น โดยโอนความเสี่ยงด้านประสิทธิภาพ ไปให้ ESCO (หากผลประหยัดไม่ถึงตามที่รับประกัน ESCO จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนต่าง)
B. โมเดล Cooling as a Service (CaaS) : จ่ายตามการใช้งานจริง
เป็นแนวคิดธุรกิจใหม่ที่พัฒนาต่อยอดจาก ESCO สำหรับ CaaS คือรูปแบบการจ่ายค่าบริการทำความเย็นตามการใช้งานจริง (Pay-Per-Use) ผู้ให้บริการเป็นเจ้าของระบบทำความเย็นทั้งหมด ผู้ให้บริการ CaaS จะเข้ามาลงทุนติดตั้งระบบทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพสูงให้ทั้งหมด รวมถึงดูแลการเดินเครื่องและบำรุงรักษาระบบนั้นตลอดอายุสัญญา และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด รวมถึงค่าไฟฟ้าและค่าบำรุงรักษา
• การชำระเงิน : ลูกค้าจ่ายค่าบริการทำความเย็นตาม "ปริมาณการใช้งานจริง" (เช่น บาทต่อตัน-ชั่วโมง) เสมือนการจ่ายค่าน้ำค่าไฟ
• จุดเด่น : ไม่ต้องใช้เงินก้อนลงทุนเลย และ โอนความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน ดูแลรักษา ไปยังผู้ให้บริการ CaaS ทำให้ผู้บริการมีแรงจูงใจที่จะทำให้ระบบประหยัดพลังงานที่สุด เพื่อเพิ่มกำไรของตนเอง ซึ่งหมายถึงการประหยัดสูงสุดให้กับลูกค้าในระยะยาวด้วย อีกทั้งยัง ช่วยลดความเสี่ยงด้านความล้าสมัยของเทคโนโลยี เนื่องจากผู้ให้บริการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ หากมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ผู้ให้บริการจะเป็นผู้รับผิดชอบภาระทั้งหมด
แตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกลงทุนในโมเดลใด ?
การตัดสินใจเลือกระหว่าง CaaS (Cooling as a Service) และ ESCO (Energy Service Company Model) ขึ้นอยู่กับเป้าหมายขององค์กรและวิธีการจัดการทางการเงิน
• ESCO : เหมาะสำหรับองค์กรที่ยังอยากเป็น “เจ้าของระบบ” แต่ไม่อยากลงทุนเองตั้งแต่แรก ESCO จะลงทุนให้ และคืนทุนผ่านส่วนแบ่งของ “ผลประหยัดพลังงาน” ที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นการชำระเงินแบบ ESCO ขึ้นอยู่กับการคำนวณ "ผลประหยัด ซึ่งอาจมีความซับซ้อนในการวัดผลและตรวจสอบ (M&V)
• CaaS : เหมาะกับองค์กรที่ต้องการความเรียบง่ายและโปร่งใส โดยลูกค้าจะจ่ายตาม การใช้งานจริง คล้ายกับการจ่ายค่าไฟฟ้าหรือน้ำ ทำให้ค่าใช้จ่ายชัดเจนและ CFO สามารถคาดการณ์กระแสเงินสดขาออกรายเดือนได้อย่างแม่นยำย, วิเคราะห์ NPV และการจัดทำงบประมาณที่ง่ายกว่า
ผู้บริหารควรกำหนดให้ IPLV เป็นตัวชี้วัดหลักในการจัดซื้อ เพื่อให้สามารถคาดการณ์ ผลประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OpEx) ได้อย่างแม่นยำ (ไม่ใช่เพียงแค่ COP/EER ที่ Full Load) เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพการทำงานจริง การติดตั้ง ชิลเลอร์ประสิทธิภาพสูง ควรมาพร้อมการปรับปรุงทั้งระบบ (CPO) เพื่อให้ได้ ROI สูงสุด
ทั้งโมเดล ESCO และ CaaS ต่างก็เป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่ช่วยปลดล็อกโครงการประหยัดพลังงานดีๆ ให้เกิดขึ้นได้จริง และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประเทศไทยมีอาคารขนาดใหญ่กว่า 4,000–5,000 อาคาร ที่ใช้ระบบ Chiller Plant และ กว่า 50% ในจำนวนนี้เป็นระบบเก่าที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ การเลือกใช้บริการไม่ว่าจะเป็น ESCO หรือ CaaS จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ผู้ประกอบการควรศึกษารายละเอียดสัญญาเงื่อนไขของแต่ละรูปแบบให้รอบคอบ เช่น ระยะเวลาสัญญา, โครงสร้างการแบ่งปันผลประหยัด, การรับประกันประสิทธิภาพ นอกจากนั้น ความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ของบริษัทผู้ให้บริการ ESCO/CaaS ก็เป็นปัจจัยสำคัญ จากผลงานพิสูจน์ได้ มีมาตรฐานรับรอง และมีระบบการตรวจวัดพลังงานที่โปร่งใส
บทสรุปแห่งวิสัยทัศน์ ถึงเวลายกระดับระบบความเย็นของคุณหรือยัง ?
เรียนท่านผู้บริหารผู้ก้าวทันโลกธุรกิจทุกท่าน วันนี้องค์กรชั้นนำในประเทศไทยต่างเร่งขับเคลื่อนตามกรอบ ESG ระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรฐาน IFRS S1 และ S2 หรือการประเมินตามโมเดล FTSE Russell ESG ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สุด คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 2 (Scope 2 emissions) ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจาก การซื้อไฟฟ้ามาใช้ในระบบทำความเย็น นี่คือจุดที่การอัปเกรดระบบชิลเลอร์ไปสู่ High Efficiency Chiller กลายเป็นมาตรการที่มีผลกระทบสูงที่สุดต่อเป้าหมาย Net-Zero ขององค์กร
ข้อดีทั้งหมดที่กล่าวมา ของการเปลี่ยนมาใช้ ชิลเลอร์ประสิทธิภาพสูง ชัดเจนเกินกว่าจะเพิกเฉย ทั้งการประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่าย, ความเสถียรที่เพิ่มขึ้น, รวมถึงทางเลือกโมเดลธุรกิจใหม่อย่าง ESCO และ CaaS ที่ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเรื่องเงินลงทุน การชะลอการตัดสินใจเพียงหนึ่งปี อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการประหยัดค่าใช้จ่ายที่สะสมไปถึงหลักล้านบาท และยังคงต้องแบกรับความเสี่ยงจากระบบเก่าที่อาจขัดข้องหรือสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่จำเป็น
ถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหารและวิศวกรของอาคารใหญ่และโรงงานอุตสาหกรรมจะหันกลับมาประเมินระบบทำความเย็นของตนเองอย่างจริงจัง และมองการลงทุนใน High Efficiency Chiller ไม่ใช่แค่ “การเปลี่ยนเครื่องจักร” แต่เป็น “การลงทุนเชิงกลยุทธ์” ที่ช่วยลดต้นทุน เสริมความยั่งยืน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันขององค์กรในระยะยาว
ACT (Advance Cool Technology) พร้อมเคียงข้างและร่วมมือกับคุณ ในการเปลี่ยนระบบทำความเย็นให้ก้าวสู่ยุคใหม่ที่ประหยัดพลังงานและยั่งยืนกว่าเดิม ในฐานะบริษัท ESCO (Energy Service Company) อย่างเป็นทางการ และมีใบรับรอง PMVA (Performance Measurement & Verification Accreditation) เราเชื่อมั่นใน "หลักฐานที่ตรวจสอบได้จริง" ทุกโครงการที่เราดำเนินการด้วยโซลูชั่นที่โปร่งใส จะมีการวัดผลและยืนยันประสิทธิภาพ (M&V) อย่างเข้มงวดและเป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าตัวเลขการประหยัดที่เรานำเสนอ จะเกิดขึ้นจริงและติดตามได้ตลอดอายุสัญญา
Line id : @advancecool
Email : info@advance-cool.com
Powered by Froala Editor
อันที่จริงแล้ว หอหล่อเย็นและชิลเลอร์มีจุดประสงค์ที่คล้ายคลึงกัน ทั้งสองระบบ มีคุณสมบัติที่ทำให้กระบวนการทางอุตสาหกรรมเย็นลง เช่น กระบวนการแปรรูปอาหาร การชุบโลหะ ฯลฯ อย่างไรก็ตามก็ยังมีความแตกต่างกันในด้านโหมดการทำงาน
การติดตั้งระบบระบายอากาศในโรงงานอุตสาหกรรมที่เหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างสภาพแวดล้อม ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพสำหรับบุคลากร และการตรวจสอบคุณภาพอากาศภายในอาคาร
American Society of Heating, Refrigerating and Air-Conditioning Engineers (ASHRAE) คือหนึ่งในองค์กรที่ใหญ่ ซึ่งมีอิทธิพลสำคัญต่ออุตสาหกรรม HVAC โดยเฉพาะในเชิงพาณิชย์ มามากกว่า 120 ปี
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ในการเก็บข้อมูลการใช้งาน เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดี หากคุณใช้งานเว็บไซต์ต่อ เราถือว่าคุณยอมรับการใช้งานคุกกี้ และนโยบายความเป็นส่วนตัว คุณสามารถอ่านนโยบายอื่นๆได้ด้านล่าง
นโยบายเกี่ยวกับคุกกี้ ข้อกำหนดและเงื่อนไข นโยบายความเป็นส่วนตัว

